รับรองสถานทูต กับ Apostille: หลังไทยเข้าเป็นภาคีต้องเลือกอย่างไร

การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเฮกทำให้เอกสารไทยจำนวนมากใช้ Apostille แทนการรับรองซ้อนหลายชั้นได้ แต่ประเทศนอกภาคียังคงต้องผ่านสถานทูตตามเดิม หน้านี้ช่วยแยกสองเส้นทางให้ชัดก่อนเริ่มดำเนินการ
ตารางเปรียบเทียบ
| หัวข้อ | Apostille (ประเทศภาคี) | Embassy Legalization (ประเทศนอกภาคี) |
|---|---|---|
| จำนวนหน่วยงานที่ต้องผ่าน | กรมการกงสุลเป็นขั้นสุดท้าย | กรมการกงสุล แล้วต่อด้วยสถานทูตปลายทาง |
| ตัวอย่างปลายทาง | สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ประเทศในสหภาพยุโรป | ประเทศที่ยังไม่เป็นภาคี เช่น บางประเทศตะวันออกกลางและอาเซียน |
| คำแปล | ต้องแปลตามที่ปลายทางกำหนด และรับรองก่อนขั้นสุดท้าย | สถานทูตหลายแห่งกำหนดผู้แปลหรือรูปแบบคำแปลของตนเอง |
| การนัดหมาย | ยื่นตามช่องทางของกรมการกงสุล | หลายสถานทูตต้องนัดหมายล่วงหน้าและมีวันรับเอกสารจำกัด |
| ค่าธรรมเนียม | อัตราค่าธรรมเนียมและระยะเวลาเป็นไปตามประกาศของหน่วยงาน ควรตรวจสอบวันที่ยื่นจริงอีกครั้ง | อัตราค่าธรรมเนียมและระยะเวลาเป็นไปตามประกาศของหน่วยงาน ควรตรวจสอบวันที่ยื่นจริงอีกครั้ง |
เลือกอย่างไร
ตรวจก่อนว่าประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญาหรือไม่ ถ้าเป็นภาคีให้เดินเส้นทาง Apostille เพื่อลดขั้นตอน ถ้าไม่ใช่ให้วางแผนเผื่อคิวของสถานทูตซึ่งมักเป็นคอขวดของงาน
คำถามที่พบบ่อย
เอกสารที่รับรองแบบเดิมไว้แล้วยังใช้ได้ไหม
โดยทั่วไปเอกสารที่ผ่านการรับรองถูกต้องตามขั้นตอนในขณะนั้นยังใช้ได้ เว้นแต่ผู้รับกำหนดอายุเอกสาร ควรสอบถามผู้รับก่อน
เอกสารเอกชนขอ Apostille ได้หรือไม่
ต้องผ่านการรับรองลายมือชื่อโดยทนายผู้ทำคำรับรองก่อน จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนของกรมการกงสุลได้
ทำสองแบบพร้อมกันได้ไหม
ทำได้ในกรณีต้องส่งเอกสารไปหลายประเทศ โดยขอเอกสารต้นฉบับหลายชุดแล้วแยกเส้นทางรับรอง
